Key Takeaways
ตั้งอุณหภูมิแอร์ไว้ที่ 26°C แล้วเปิดพัดลมควบคู่ไปด้วย นี่เป็นคำแนะนำจากกระทรวงพลังงาน เพราะพัดลมจะช่วยให้เราทำรู้สึกเย็นขึ้นโดยไม่ต้องกดลดอุณหภูมิแอร์เลย ถ้า 26°C รู้สึกโอเคแล้ว ลองขยับไป 27°C ดูก็ได้
ถ้ายังอยู่ในจุดที่เย็นสบาย การตั้งอุณหภูมิให้สูงขึ้นหมายถึงบิลค่าไฟที่ถูกลง ทุกๆ องศาที่เพิ่มขึ้น แอร์จะทำงานน้อยลง ดังนั้นถ้าปรับจาก 23°C มาเป็น 26°C จะช่วยลดการใช้พลังงานได้ประมาณ 9–15%
แอร์ขนาด 1,000 วัตต์ จะกินไฟ 1 หน่วยต่อชั่วโมง ตีเป็นเงินราวๆ 4.2 บาท (อิงตามเรทค่าไฟรอบเดือนกันยายน 2569) ถ้าเปิดวันละ 8 ชั่วโมง เดือนนึงก็จะตกประมาณ 1,000 บาท
แอร์ที่สกปรกหรือมีขนาดไม่พอดีกับห้องคือตัวการทำเปลืองไฟ การล้างแอร์เป็นประจำช่วยลดค่าไฟได้สูงสุดถึง 10% ซึ่งอันนี้ช่วยประหยัดไฟได้อีกส่วน ไม่รวมกับการปรับอุณหภูมินะ
Table of Contents
เปิดแอร์กี่องศา ประหยัดไฟ ได้มากที่สุด?
ล้างแอร์ช่วยประหยัดไฟ ได้จริงเหรอ?
แอร์กินไฟ ชั่วโมงละ กี่บาท?
ทริคอื่นๆ ที่ช่วยลดค่าไฟจากแอร์ได้แบบเห็นผล
เลือกขนาดแอร์ผิด เปลืองไฟแบบไม่รู้ตัว
จองคิวล้างแอร์ง่ายๆ ผ่านแอป gigit
1. เปิดแอร์กี่องศา ประหยัดไฟ ได้มากที่สุด?
ปรับแอร์ไปที่ 26°C แล้วเปิดพัดลมช่วยกระจายความเย็นไปรอบๆ ห้องเลย! นี่คือตัวเลขที่กระทรวงพลังงานเขารณรงค์ให้ทุกบ้านหันมาใช้กัน เพราะพัดลมกินไฟน้อยกว่าแอร์เยอะมาก และลมที่พัดมาโดนตัวเราจะทำให้รู้สึกเย็นสบายขึ้นโดยไม่ต้องหรี่อุณหภูมิแอร์ลงเลย ถ้าใครเปิดที่ 26°C แล้วยังรู้สึกชิลๆ ลองขยับไปที่ 27°C ดูนะ กฟผ. (การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย) แนะนำว่าแค่เปลี่ยนมาตั้งอุณหภูมิที่ 26–27°C แทนที่จะเป็น 23–24°C ก็สามารถช่วยลดบิลค่าไฟได้สูงสุดถึง 10% แล้วล่ะ
2. ล้างแอร์ช่วยประหยัดไฟ ได้จริงเหรอ?
จริงแท้แน่นอน! กฟผ. บอกเลยว่าการล้างแอร์ทุกๆ 6 เดือน สามารถช่วยลดค่าไฟได้สูงสุดประมาณ 10% (อิงจากข้อมูลปี 2565) ซึ่งตัวเลขประหยัดตรงนี้วัดผลแยกต่างหากจากการประหยัดด้วยการปรับอุณหภูมิที่บอกไปด้านบนนะ เพราะงั้นอย่าเอาสองตัวเลขนี้มาบวกกันโต้งๆล่ะ เหตุผลก็คือพวกฝุ่นที่เกาะตามฟิลเตอร์และแผงคอยล์เย็น (ซี่โลหะบางๆ ที่อยู่หลังฟิลเตอร์) มันจะไปขวางทิศทางลม ทำให้แอร์ต้องทำงานหนักและนานขึ้น กว่าจะทำความเย็นได้ทั่วห้อง ค่าไฟก็เลยพุ่งปรี๊ดนั่นเอง
กฟผ. เคยจัดโครงการล้างแอร์ทั่วประเทศ โดยล้างไปกว่า 15,000 เครื่อง และพบว่าช่วยประหยัดไฟไปได้ถึง 2.26 ล้านหน่วย นี่แหละคือหลักฐานชัดๆ ว่าแอร์สะอาดกินไฟน้อยกว่าจริงๆ

สำหรับตัวฟิลเตอร์ คุณสามารถถอดมาล้างน้ำเปล่าเองได้ง่ายๆ ทุกๆ 2-4 สัปดาห์ (ลองเข้าไปดูขั้นตอนในบทความวิธีล้างแอร์ด้วยตัวเองที่บ้านได้เลย) แต่สำหรับแผงคอยล์และพัดลมข้างในเครื่อง อันนั้นปล่อยให้เป็นหน้าที่ของช่างดีกว่า บ้านไหนที่เปิดแอร์ทุกวันมักจะต้องเรียกช่างมาล้างบ่อยกว่า 6 เดือนครั้ง ลองสังเกตความถี่ว่าควรล้างแอร์บ่อยแค่ไหน เพื่อหาระยะเวลาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับบ้านคุณดูนะ
พอถึงกำหนดล้างแอร์ปุ๊บ ก็แค่โหลดแอปมือถือ gigit แล้วโพสต์งานล้างแอร์ได้เลย ใช้เวลาแค่ 2 นาที คุณก็จะได้รับข้อเสนอจากช่างมืออาชีพระดับ 5 ดาวในพื้นที่ของคุณแล้ว!
3. แอร์กินไฟ ชั่วโมงละ กี่บาท?
เวลาจะคิดค่าไฟ คุณต้องใช้ตัวเลข 2 ตัวมาคำนวณ คือ กำลังไฟฟ้าของแอร์ (วัตต์) และราคาค่าไฟต่อหน่วย แอร์ที่ใช้ไฟ 1,000 วัตต์ ใน 1 ชั่วโมง จะนับเป็นการใช้ไฟ 1 หน่วย (1 kWh) จากนั้นก็เอาไปคูณกับเรทค่าไฟที่บ้านคุณจ่ายอยู่ได้เลย
จากบิลค่าไฟรอบเดือนกันยายน 2569 คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้กำหนดอัตราค่าไฟบ้านใหม่ โดยค่าเฉลี่ยของผู้ใช้ทั้งหมดจะอยู่ที่ 3.86 บาทต่อหน่วย และเนื่องจากเรทค่าไฟบ้านเป็นแบบขั้นบันได บ้านไหนที่ยอดใช้ไฟรวมต่อเดือนสูง ก็จะจ่ายต่อหน่วยแพงขึ้นอีกนิดนึง
ทีนี้เราลองมาคำนวณ ค่าไฟแอร์ 12000 BTU ต่อชั่วโมง เป็นตัวอย่างให้ดูกัน สมมติว่าเป็นแอร์ระบบธรรมดา (ไม่ใช่ระบบอินเวอร์เตอร์) ที่กินไฟ 1,000 วัตต์ (ซึ่งเป็นตัวเลขที่อยู่ในช่วง 900–1,300 วัตต์ ตามที่ Carrier ระบุไว้สำหรับแอร์ไซส์นี้) หากคิดค่าไฟประมาณหน่วยละ 4.2 บาท การเปิดแอร์ 1 ชั่วโมงก็จะเสียค่าไฟราวๆ 4.2 บาท ถ้าคุณเปิดวันละ 8 ชั่วโมง ตลอด 30 วัน ก็จะใช้ไฟไป 240 หน่วย ตีเป็นเงินก็ประมาณ 1,000 บาทต่อเดือน
แต่อุณหภูมิที่คุณตั้งก็สามารถเปลี่ยนตัวเลขนี้ได้นะ! แต่ละองศาที่ตั้งให้อุ่นขึ้น จะช่วยลดการใช้ไฟฟ้าของแอร์ลงได้ประมาณ 3–5% ซึ่งเป็นตัวเลขที่ กฟผ. ยืนยันมาแล้วในช่วงแคมเปญ 26°C ของกระทรวงพลังงาน ดังนั้นการขยับอุณหภูมิจาก 23°C มาเป็น 26°C จะใช้ไฟน้อยลงประมาณ 9–15% ซึ่งตามตัวอย่างนี้จะช่วยประหยัดเงินไปได้ราวๆ 90–150 บาทต่อเดือนเลยล่ะ (แน่นอนว่ายอดที่ประหยัดได้จริงๆ อาจจะแตกต่างกันไปตามแสงแดด ขนาดห้อง และจำนวนคนในห้องด้วยนะ)
หมายเหตุ: ตัวเลขทั้งหมดเป็นการประมาณการ และยังไม่รวม VAT 7% กับค่าบริการรายเดือน
สำหรับแอร์ระบบอินเวอร์เตอร์ เมื่อห้องเย็นได้ที่แล้ว ตัวคอมเพรสเซอร์จะทำงานช้าลง ทำให้ปกติแล้วจะกินไฟน้อยกว่าตัวอย่างที่เรายกมาให้ดู วิธีคำนวณที่เป๊ะที่สุดคือ ให้ไปดูจำนวนวัตต์บนฉลากประหยัดไฟหรือใบสเปคเครื่องแอร์ของคุณเอง เอาตัวเลขนั้นมาหารด้วย 1,000 แล้วค่อยคูณกับเรทค่าไฟต่อหน่วยของบ้านคุณ
4. ทริคอื่นๆ ที่ช่วยลดค่าไฟจากแอร์ได้แบบเห็นผล
นอกจากการตั้งอุณหภูมิแล้ว ยังมีอีก 2 ทริคที่ช่วยได้ทันทีแถมไม่ต้องเสียเงินเลยสักบาท:
เปิดพัดลมก่อนเปิดแอร์: กฟผ. แนะนำให้ใช้พัดลมเป่าลมร้อนออกจากห้องก่อนที่คุณจะเปิดแอร์ แอร์จะได้ไม่ต้องเริ่มต้นทำงานหนักจากห้องที่ร้อนอบอ้าว
ปิดประตู หน้าต่าง และรูดม่านให้สนิท: ข้อนี้สำคัญมากๆ สำหรับห้องที่โดนแดดช่วงบ่าย เพราะแสงแดดทุกเส้นที่ส่องเข้ามาก็คือความร้อนที่แอร์ต้องออกแรงดึงออกไปนั่นเอง
5. เลือกขนาดแอร์ผิด เปลืองไฟแบบไม่รู้ตัว
การเลือก ขนาดแอร์ ที่ไม่พอดีกับห้องนี่แหละตัวสิ้นเปลืองพลังงานเลย! กฟผ. อธิบายว่า แอร์ที่ตัวใหญ่เกินไปจะตัดและทำงานใหม่บ่อยมาก ส่วนแอร์ที่ตัวเล็กเกินไปก็ต้องทำงานหนักตลอดเวลาแบบไม่ได้พัก ถ้าคุณกำลังจะซื้อแอร์ใหม่หรือเปลี่ยนแอร์ ทาง Carrier เขามีสูตรคำนวณ ขนาดแอร์ BTU มาให้ด้วยนะ คือ เอาพื้นที่ห้อง (ความกว้าง × ความยาว เป็นหน่วยเมตร) × 650–700 สำหรับห้องที่ไม่โดนแดดโดยตรง หรือ × 800–900 สำหรับห้องที่โดนแดดส่อง
เพื่อให้เห็นภาพง่ายขึ้น สมมติว่าเรามาเทียบ ขนาดแอร์ ขนาดห้อง อย่างห้องขนาด 4 × 4 เมตรที่ไม่ได้โดนแดดจัด ขนาดแอร์ที่เหมาะสมก็จะอยู่ที่ประมาณ 10,400–11,200 BTU นั่นเอง
6. จองคิวล้างแอร์ง่ายๆ ผ่านแอป gigit
การให้ช่างมืออาชีพมาล้างแอร์ จะช่วยให้ทุกองศาบนรีโมทที่คุณกดไปคุ้มค่าที่สุด แอร์ที่สะอาดจะเย็นเร็วขึ้นและช่วยเซฟค่าไฟเวลาเปิดใช้งาน เพราะลมสามารถไหลผ่านแผงคอยล์ได้อย่างคล่องตัวอีกครั้ง ช่างจะเข้าไปทำความสะอาดทั้งแผงคอยล์ พัดลม และท่อน้ำทิ้งด้านในเครื่อง ซึ่งเป็นจุดที่เราไม่สามารถทำความสะอาดเองได้ตอนถอดแค่ฟิลเตอร์มาล้าง (ลองเข้าไปเช็กราคาสำหรับการทำความสะอาดแต่ละแบบได้ที่ล้างแอร์ราคาเท่าไหร่)
ลองโพสต์งานล้างแอร์บนแอป gigit ดูสิ คุณสามารถตั้งงบประมาณได้เอง (หรือจะเปิดรับข้อเสนอจากช่างก็ได้) แล้วเลือกช่างฮีโร่ในพื้นที่ที่ถูกใจได้เลย จ่ายเงินง่ายแถมปลอดภัยสุดๆ ผ่านระบบ Safe Payment ที่รองรับโดยธนาคารกสิกรไทย

