Key Takeaways
การล้างแอร์ด้วยตัวเองด้วยการถอดฟิวเตอร์กรองฝุ่น และหน้ากากแอร์ออกมาล้าง ถือเป็นการดูแลรักษาเบื้องต้นเท่านั้น ไม่ใช้การทำความสะอาดแบบเต็มรูปแบบ
หากต้องการให้แอร์สะอาดหมดจด ต้องให้ช่างแอร์ผู้เชี่ยวชาญมาทำความสะอาดแผงคอยล์เย็น แผงคอยล์ร้อน และท่อน้ำทิ้ง
เรามีตารางด้านล่างให้ดูว่าล้างแอร์ส่วนไหนที่ทำได้เอง VS ส่วนไหนที่ต้องเรียกช่าง พร้อมทั้งความถี่ในการทำความสะอาดแต่ละส่วน
3 ข้อควรระวังเมื่อล้างแอร์ด้วยตัวเอง คือการทำให้ชิ้นส่วนไฟฟ้าเปียกชุ่มจนเกินไป การใช้น้ำยาผิดประเภท และการใส่แผ่นกรองอากาศกลับเข้าที่โดยที่ไม่รอให้แห้งสนิท
เราควรให้ช่างผู้เชี่ยวชาญมาดูแล เมื่อสัมผัสได้ว่าแอร์มีกลิ่นอับ เปิดแอร์แล้วลมเบา หรือแอร์ที่ไม่ได้ทำความสะอาดมามากกว่า 6 เดือน
เราสามารถล้างแอร์เองได้ไหม?
เราสามารถล้างแอร์เองได้บางส่วน ก็คือแผ่นฟิลเตอร์กรองฝุ่น และหน้ากากครอบแอร์ ทั้งสองส่วนนี้ควรทำความสะอาดทุก 2-4 สัปดาห์ แถมการทำความสะอาดก็ใช้เวลาไม่นานเพียง 10-20 นาทีเท่านั้น สำหรับส่วนที่เราไม่สามารถทำความสะอาดเองได้ก็คือ แผงคอยล์เย็น พัดลมโบลเวอร์ และแผงคอยล์ร้อนด้านนอก ถึงแม้จะมีโฟมล้างแอร์ให้เราได้เลือกใช้ แต่ก็ไม่สามารถกำจัดสิ่งสกปรกที่อยู่ด้านในตัวเครื่องแอร์ได้หมดจดเท่ากับการฉีดน้ำแรงดันสูง สำหรับแผงคอยล์ร้อนด้านนอก ก็เป็นส่วนที่ไม่แนะนำให้ทำความสะอาดด้วยตัวเอง เพราะต้องอาศัยเทคนิคและความเชี่ยวชาญของช่างแอร์ในการล้างทำความสะอาด นอกจากนั้นจุดติดตั้งแผงคอยล์ร้อนสำหรับบางบ้านอาจจะอยู่ในที่เสี่ยง จึงควรให้ช่างผู้เชี่ยวชาญเข้ามาดูแล
อุปกรณ์ที่ต้องใช้ในการล้างแอร์ด้วยตัวเอง
แปรงขนนุ่ม หรือแปรงสีฟัน เพื่อใช้ขัดเบา ๆ หากมีฝุ่นติดบนแผ่นกรองเป็นจำนวนมาก ควรหลีกเลี่ยงแปรงที่มีขนแข็งเพื่อป้องกันไม่ให้แผ่นกรองฝุ่นเสียหาย
สบู่ หรือซันไลต์ และน้ำอุ่น เพื่อใช้ล้างแผ่นกรอง และหน้ากากแอร์
ผ้าขนหนู สำหรับเช็คทำความสะอาดชิ้นส่วนต่าง ๆ ให้แห้งก่อนประกอบกลับเข้าที่
วิธีล้างแอร์ด้วยตัวเองใน 4 ขั้นตอน
ตัดไฟที่เบรกเกอร์แอร์ ไม่ใช่แค่การปิดด้วยรีโมทอย่างเดียว การที่เราปิดแอร์ด้วยรีโมทหมายความว่ายังมีกระแสไฟฟ้าอยู่เพียงแต่อยู่ในโหมดสแตนด์บาย ดังนั้นก่อนเริ่มทำความสะอาดควรเริ่มจากการปิดเบรกเกอร์ก่อนเป็นอย่างแรก
เปิดฝาครอบด้านหน้าหรือหน้ากากแอร์ และถอดแผ่นกรองอากาศ แอร์ที่ใช้กันส่วนใหญ่จะเป็นแอร์ติดผนัง ที่เราสามารถยกฝาครอบด้านหน้าขึ้นได้ จากนั้นเราก็จะเห็นแผ่นกรองอากาศ ให้เราปลดหรือดึงออกด้วยมือ และระวังไม่ให้ฝุ่นกระจัดกระจาย
ล้างหน้ากากแอร์ และแผ่นกรองอากาศ ด้วยน้ำและสบู่ หรือซันไลต์ พยายามอย่าขัดตัวแผ่นกรองอากาศแรงจนเกินไปเพื่อป้องกันความเสียหาย จากนั้นตากให้แห้งก่อนประกอบกลับเข้าที่เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อราก่อตัว
เช็ดทำความสะอาดภายนอกเครื่อง ใช้ผ้าแห้งหรือผ้าหมาดเช็ดทำความสะอาดช่องลม ฝาครอบ และพื้นผิวภายนอกของตัวเครื่อง หลีกเลี่ยงการฉีดน้ำเข้าไปภายในแอร์โดยตรง และไม่ควรสัมผัสสายไฟหรืออุปกรณ์ไฟฟ้าภายในเครื่อง
ล้างแอร์ส่วนไหนที่ทำได้เอง VS ส่วนไหนที่ต้องเรียกช่าง
หลายบ้านคิดว่าการถอดล้างฟิลเตอร์กรองฝุ่นแอร์ก็เพียงพอแล้ว หรือบางบ้านก็ละเลยการล้างแอร์ไปเลย ส่งผลให้ประสิทธิภาพการทำงานของแอร์ลดลง และส่งเสียต่อสุขภาพของคนในบ้านด้วย ใช้ตารางด้านล่างนี้เพื่อดูว่าส่วนไหนที่เราสามารถล้างทำความสะอาดเองบ้าง และส่วนไหนที่ควรเรียกช่างแอร์ได้เลย
งาน | ผู้รับผิดชอบ | ความถี่ | อุปกรณ์ |
|---|---|---|---|
ล้างแผ่นกรองอากาศ (Air Filter) | เจ้าของบ้าน | ทุก 2–4 สัปดาห์ | น้ำสะอาด, น้ำยาล้างจานสูตรอ่อนโยน |
เช็ดช่องลมและตัวเครื่อง (Vent/Casing) | เจ้าของบ้าน | ทุก 2–4 สัปดาห์ | ผ้าแห้งหรือผ้าหมาด |
ล้างแผงคอยล์เย็น (Evaporator Coil) | ช่างแอร์ | ทุก 3–6 เดือน | เครื่องฉีดน้ำแรงดันสูง, ถุงรองล้างแอร์ |
ล้างพัดลมโบลเวอร์ (Blower Fan) | ช่างแอร์ | ทุก 3–6 เดือน | อุปกรณ์ถอดประกอบ |
ล้างถาดรองน้ำทิ้ง (Rear Drain Tray) | ช่างแอร์ | ทุก 3–6 เดือน | อุปกรณ์ถอดประกอบ |
ล้างแผงคอยล์ร้อน (Outdoor Condenser) | ช่างแอร์ | ทุก 3–6 เดือน | เครื่องฉีดน้ำแรงดันสูง |
ตรวจเช็กแรงดันน้ำยาแอร์ (Refrigerant Pressure Check) | ช่างแอร์ | ทุก 6–12 เดือน | เครื่องมือวัดแรงดัน |
เติมน้ำยาแอร์ (Refrigerant Top-up) | ช่างแอร์ | เมื่อจำเป็น | น้ำยาแอร์และอุปกรณ์เฉพาะทาง |
จากตารางจะเห็นว่างานในฝั่งของเจ้าของบ้านจะเป็นงานที่ดูแลแอร์ในชีวิตประจำวัน ส่วนงานในฝั่งของช่างแอร์จะเป็นการรักษาประสิทธิภาพการทำงาน และยืดอายุการใช้งานแอร์ ดังนั้นถ้าทำสองอย่างควบคู่กันไปก็จะช่วยยืดอายุการใช้งานของแอร์ออกไปได้ และได้รักษาคุณภาพอากาศที่ดีภายในบ้านไว้ด้วย
หากถึงรอบล้างแอร์แล้ว สามารถจองช่างล้างแอร์มืออาชีพผ่าน gigit ได้เลย และหากต้องการวางแผนค่าใช้จ่าย สามารถอ่านบทความ "ล้างแอร์กี่บาท?" เพื่อดูรายละเอียดราคาตามประเภทแอร์ได้เพิ่มเติม
3 ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเมื่อล้างแอร์เอง
ฉีดน้ำเข้าไปที่แผงวงจรภายในแอร์โดยตรง น้ำอาจไปโดนแผงวงจรไฟฟ้าภายใน หรือสายไฟภายในเครื่อง และทำให้เกิดไฟฟ้าลัดวงจรได้ ความเสียหายอาจจะไม่แสดงโดยทันที แต่เมื่อเราใช้แอร์ไปเรื่อย ๆ ระบบจะเริ่มขัดข้อง ถ้าเราต้องการล้างแอร์ในส่วนที่ลึกกว่าแผ่นกรองอากาศ ควรให้ช่างแอร์ที่มีความเชี่ยวชาญมาดูแล
ใช้น้ำยาล้างแอร์ผิดประเภท น้ำยาทำความสะอาดที่มีฤทธิ์รุนแรงอาจกัดกร่อนแผงคอยล์อะลูมิเนียม ทำให้เราอาจจะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนอะไหล่ในอนาคต
ใส่แผ่นกรองอากาศที่ยังไม่แห้งสนิทกลับเข้าที่ ความชื้นบนแผ่นกรองอากาศเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เกิดเชื้อราภายในแอร์ได้ ดังนั้นหลังล้างแผ่นกรองอากาศ เราควรรอให้แห้งสนิทก่อนนำมาติดตั้งทุกครั้ง
เมื่อไหร่ที่ควรเรียกช่างล้างแอร์แทนการล้างเอง?
เมื่อแอร์มีกลิ่นเหม็นอับ กลิ่นเหม็นอับจากแอร์มักมาจากเชื้อราและแบคทีเรียที่สะสมอยู่ที่แผงคอยล์เย็น และถาดรองน้ำทิ้ง ซึ่งต้องให้ช่างแอร์ผู้เชี่ยวชาญมาถอดล้างทำความสะอาดให้เท่านั้น
แอร์ไม่เย็นหรือมีลมเบา สาเหตุส่วนใหญ่ที่แอร์ไม่เย็นมักมาจากการอุดตันของฝุ่นตามแผ่นกรองอากาศ แผงคอยล์เย็น ทำให้แอร์ไม่สามารถระบายลมเย็นออกมาได้เต็มที่
แอร์มีน้ำหยด น้ำหยดจากแอร์มักมาจากท่อน้ำทิ้งอุดตัน ทำให้ถาดน้ำทิ้งไม่สามารถระบายน้ำออกไปได้
แอร์ที่ไม่ได้ล้างทำความสะอาดมามากกว่า 1 ปี การที่เราหมั่นทำความสะอาดแผ่นกรองอากาศ และหน้ากากแอร์ ถือเป็นการรักษาความสะอาดเบื้องต้นเท่านั้น แต่การป้องกันเชื้อราและแบคทีเรียสะสมตามแผงคอยล์เย็น พัดลมโบลเวอร์ และระบบระบายน้ำ ต้องอาศัยช่างแอร์ผู้เชี่ยวชาญมาทำความสะอาดให้เท่านั้น โดยค่าล้างแอร์จะมีราคาเริ่มต้นที่ 600 บาท ในขณะที่ค่าซ่อมแอร์ ค่าเปลี่ยนคอมเพรสเซอร์ อาจมีค่าใช้จ่ายตั้งแต่ 3,000–8,000 บาทเลยทีเดียว ดังนั้นการล้างแอร์อย่างสม่ำเสมอจะช่วยป้องกันไม่ให้แอร์เสื่อมสภาพเร็วได้
หากถึงรอบล้างแอร์ของคุณแล้ว สามารถจองช่างล้างแอร์มืออาชีพกับ gigit ได้เลย! 🚀

