คนกำลังกดรีโมทไปที่แอร์
คู่มือวิธีการใช้งาน

gigit Content Team6 aug 2026

วิธีล้างแอร์ด้วยตัวเอง อะไรที่เราสามารถทำได้เองง่าย ๆ และเมื่อไหร่ที่ควรเรียกช่าง?

เราสามารถล้างทำความสะอาดแผ่นฟิลเตอร์กรองอากาศ และหน้ากากแอร์หรือฝาครอบชั้นนอกสุดของแอร์ได้ด้วยตัวเอง โดยใช้เวลาสั้น ๆ เพียง 15 นาทีเท่านั้น และเราแนะนำให้ล้างทำความสะอาดทุก 2-4 สัปดาห์ สำหรับส่วนที่ไม่สามารถทำความสะอาดได้เองก็คือ การทำความสะอาดคอยล์เย็นด้านในแอร์ แผงคอยล์ร้อนที่ตัวเครื่องด้านนอก และท่อน้ำทิ้ง เพราะการทำความสะอาดชิ้นส่วนทั้งหมดนี้ต้องอาศัยช่างแอร์ที่มีความเชี่ยวชาญ และมีอุปกรณ์พิเศษอย่างเครื่องฉีดน้ำแรงดันสูง เพื่อที่จะสามารถล้างได้แบบสะอาดหมดจด และไม่ทำให้เครื่องเสียหาย

gigit Content Team

gigit Content Team

6 aug 2026

Key Takeaways

  • การล้างแอร์ด้วยตัวเองด้วยการถอดฟิวเตอร์กรองฝุ่น และหน้ากากแอร์ออกมาล้าง ถือเป็นการดูแลรักษาเบื้องต้นเท่านั้น ไม่ใช้การทำความสะอาดแบบเต็มรูปแบบ

  • หากต้องการให้แอร์สะอาดหมดจด ต้องให้ช่างแอร์ผู้เชี่ยวชาญมาทำความสะอาดแผงคอยล์เย็น แผงคอยล์ร้อน และท่อน้ำทิ้ง

  • เรามีตารางด้านล่างให้ดูว่าล้างแอร์ส่วนไหนที่ทำได้เอง VS ส่วนไหนที่ต้องเรียกช่าง พร้อมทั้งความถี่ในการทำความสะอาดแต่ละส่วน

  • 3 ข้อควรระวังเมื่อล้างแอร์ด้วยตัวเอง คือการทำให้ชิ้นส่วนไฟฟ้าเปียกชุ่มจนเกินไป การใช้น้ำยาผิดประเภท และการใส่แผ่นกรองอากาศกลับเข้าที่โดยที่ไม่รอให้แห้งสนิท

  • เราควรให้ช่างผู้เชี่ยวชาญมาดูแล เมื่อสัมผัสได้ว่าแอร์มีกลิ่นอับ เปิดแอร์แล้วลมเบา หรือแอร์ที่ไม่ได้ทำความสะอาดมามากกว่า 6 เดือน

เราสามารถล้างแอร์เองได้ไหม?

เราสามารถล้างแอร์เองได้บางส่วน ก็คือแผ่นฟิลเตอร์กรองฝุ่น และหน้ากากครอบแอร์ ทั้งสองส่วนนี้ควรทำความสะอาดทุก 2-4 สัปดาห์ แถมการทำความสะอาดก็ใช้เวลาไม่นานเพียง 10-20 นาทีเท่านั้น สำหรับส่วนที่เราไม่สามารถทำความสะอาดเองได้ก็คือ แผงคอยล์เย็น พัดลมโบลเวอร์ และแผงคอยล์ร้อนด้านนอก ถึงแม้จะมีโฟมล้างแอร์ให้เราได้เลือกใช้ แต่ก็ไม่สามารถกำจัดสิ่งสกปรกที่อยู่ด้านในตัวเครื่องแอร์ได้หมดจดเท่ากับการฉีดน้ำแรงดันสูง สำหรับแผงคอยล์ร้อนด้านนอก ก็เป็นส่วนที่ไม่แนะนำให้ทำความสะอาดด้วยตัวเอง เพราะต้องอาศัยเทคนิคและความเชี่ยวชาญของช่างแอร์ในการล้างทำความสะอาด นอกจากนั้นจุดติดตั้งแผงคอยล์ร้อนสำหรับบางบ้านอาจจะอยู่ในที่เสี่ยง จึงควรให้ช่างผู้เชี่ยวชาญเข้ามาดูแล

อุปกรณ์ที่ต้องใช้ในการล้างแอร์ด้วยตัวเอง

  • แปรงขนนุ่ม หรือแปรงสีฟัน เพื่อใช้ขัดเบา ๆ หากมีฝุ่นติดบนแผ่นกรองเป็นจำนวนมาก ควรหลีกเลี่ยงแปรงที่มีขนแข็งเพื่อป้องกันไม่ให้แผ่นกรองฝุ่นเสียหาย

  • สบู่ หรือซันไลต์ และน้ำอุ่น เพื่อใช้ล้างแผ่นกรอง และหน้ากากแอร์

  • ผ้าขนหนู สำหรับเช็คทำความสะอาดชิ้นส่วนต่าง ๆ ให้แห้งก่อนประกอบกลับเข้าที่

วิธีล้างแอร์ด้วยตัวเองใน 4 ขั้นตอน

  1. ตัดไฟที่เบรกเกอร์แอร์ ไม่ใช่แค่การปิดด้วยรีโมทอย่างเดียว การที่เราปิดแอร์ด้วยรีโมทหมายความว่ายังมีกระแสไฟฟ้าอยู่เพียงแต่อยู่ในโหมดสแตนด์บาย ดังนั้นก่อนเริ่มทำความสะอาดควรเริ่มจากการปิดเบรกเกอร์ก่อนเป็นอย่างแรก

  1. เปิดฝาครอบด้านหน้าหรือหน้ากากแอร์ และถอดแผ่นกรองอากาศ แอร์ที่ใช้กันส่วนใหญ่จะเป็นแอร์ติดผนัง ที่เราสามารถยกฝาครอบด้านหน้าขึ้นได้ จากนั้นเราก็จะเห็นแผ่นกรองอากาศ ให้เราปลดหรือดึงออกด้วยมือ และระวังไม่ให้ฝุ่นกระจัดกระจาย

  1. ล้างหน้ากากแอร์ และแผ่นกรองอากาศ ด้วยน้ำและสบู่ หรือซันไลต์ พยายามอย่าขัดตัวแผ่นกรองอากาศแรงจนเกินไปเพื่อป้องกันความเสียหาย จากนั้นตากให้แห้งก่อนประกอบกลับเข้าที่เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อราก่อตัว

  2. เช็ดทำความสะอาดภายนอกเครื่อง ใช้ผ้าแห้งหรือผ้าหมาดเช็ดทำความสะอาดช่องลม ฝาครอบ และพื้นผิวภายนอกของตัวเครื่อง หลีกเลี่ยงการฉีดน้ำเข้าไปภายในแอร์โดยตรง และไม่ควรสัมผัสสายไฟหรืออุปกรณ์ไฟฟ้าภายในเครื่อง

ล้างแอร์ส่วนไหนที่ทำได้เอง VS ส่วนไหนที่ต้องเรียกช่าง

หลายบ้านคิดว่าการถอดล้างฟิลเตอร์กรองฝุ่นแอร์ก็เพียงพอแล้ว หรือบางบ้านก็ละเลยการล้างแอร์ไปเลย ส่งผลให้ประสิทธิภาพการทำงานของแอร์ลดลง และส่งเสียต่อสุขภาพของคนในบ้านด้วย ใช้ตารางด้านล่างนี้เพื่อดูว่าส่วนไหนที่เราสามารถล้างทำความสะอาดเองบ้าง และส่วนไหนที่ควรเรียกช่างแอร์ได้เลย

งาน

ผู้รับผิดชอบ

ความถี่

อุปกรณ์

ล้างแผ่นกรองอากาศ (Air Filter)

เจ้าของบ้าน

ทุก 2–4 สัปดาห์

น้ำสะอาด, น้ำยาล้างจานสูตรอ่อนโยน

เช็ดช่องลมและตัวเครื่อง (Vent/Casing)

เจ้าของบ้าน

ทุก 2–4 สัปดาห์

ผ้าแห้งหรือผ้าหมาด

ล้างแผงคอยล์เย็น (Evaporator Coil)

ช่างแอร์

ทุก 3–6 เดือน

เครื่องฉีดน้ำแรงดันสูง, ถุงรองล้างแอร์

ล้างพัดลมโบลเวอร์ (Blower Fan)

ช่างแอร์

ทุก 3–6 เดือน

อุปกรณ์ถอดประกอบ

ล้างถาดรองน้ำทิ้ง (Rear Drain Tray)

ช่างแอร์

ทุก 3–6 เดือน

อุปกรณ์ถอดประกอบ

ล้างแผงคอยล์ร้อน (Outdoor Condenser)

ช่างแอร์

ทุก 3–6 เดือน

เครื่องฉีดน้ำแรงดันสูง

ตรวจเช็กแรงดันน้ำยาแอร์ (Refrigerant Pressure Check)

ช่างแอร์

ทุก 6–12 เดือน

เครื่องมือวัดแรงดัน

เติมน้ำยาแอร์ (Refrigerant Top-up)

ช่างแอร์

เมื่อจำเป็น

น้ำยาแอร์และอุปกรณ์เฉพาะทาง

จากตารางจะเห็นว่างานในฝั่งของเจ้าของบ้านจะเป็นงานที่ดูแลแอร์ในชีวิตประจำวัน ส่วนงานในฝั่งของช่างแอร์จะเป็นการรักษาประสิทธิภาพการทำงาน และยืดอายุการใช้งานแอร์ ดังนั้นถ้าทำสองอย่างควบคู่กันไปก็จะช่วยยืดอายุการใช้งานของแอร์ออกไปได้ และได้รักษาคุณภาพอากาศที่ดีภายในบ้านไว้ด้วย

หากถึงรอบล้างแอร์แล้ว สามารถจองช่างล้างแอร์มืออาชีพผ่าน gigit ได้เลย และหากต้องการวางแผนค่าใช้จ่าย สามารถอ่านบทความ "ล้างแอร์กี่บาท?" เพื่อดูรายละเอียดราคาตามประเภทแอร์ได้เพิ่มเติม

3 ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเมื่อล้างแอร์เอง

  1. ฉีดน้ำเข้าไปที่แผงวงจรภายในแอร์โดยตรง น้ำอาจไปโดนแผงวงจรไฟฟ้าภายใน หรือสายไฟภายในเครื่อง และทำให้เกิดไฟฟ้าลัดวงจรได้ ความเสียหายอาจจะไม่แสดงโดยทันที แต่เมื่อเราใช้แอร์ไปเรื่อย ๆ ระบบจะเริ่มขัดข้อง ถ้าเราต้องการล้างแอร์ในส่วนที่ลึกกว่าแผ่นกรองอากาศ ควรให้ช่างแอร์ที่มีความเชี่ยวชาญมาดูแล

  1. ใช้น้ำยาล้างแอร์ผิดประเภท น้ำยาทำความสะอาดที่มีฤทธิ์รุนแรงอาจกัดกร่อนแผงคอยล์อะลูมิเนียม ทำให้เราอาจจะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนอะไหล่ในอนาคต

  2. ใส่แผ่นกรองอากาศที่ยังไม่แห้งสนิทกลับเข้าที่ ความชื้นบนแผ่นกรองอากาศเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เกิดเชื้อราภายในแอร์ได้ ดังนั้นหลังล้างแผ่นกรองอากาศ เราควรรอให้แห้งสนิทก่อนนำมาติดตั้งทุกครั้ง

เมื่อไหร่ที่ควรเรียกช่างล้างแอร์แทนการล้างเอง?

  1. เมื่อแอร์มีกลิ่นเหม็นอับ กลิ่นเหม็นอับจากแอร์มักมาจากเชื้อราและแบคทีเรียที่สะสมอยู่ที่แผงคอยล์เย็น และถาดรองน้ำทิ้ง ซึ่งต้องให้ช่างแอร์ผู้เชี่ยวชาญมาถอดล้างทำความสะอาดให้เท่านั้น

  1. แอร์ไม่เย็นหรือมีลมเบา สาเหตุส่วนใหญ่ที่แอร์ไม่เย็นมักมาจากการอุดตันของฝุ่นตามแผ่นกรองอากาศ แผงคอยล์เย็น ทำให้แอร์ไม่สามารถระบายลมเย็นออกมาได้เต็มที่

  1. แอร์มีน้ำหยด น้ำหยดจากแอร์มักมาจากท่อน้ำทิ้งอุดตัน ทำให้ถาดน้ำทิ้งไม่สามารถระบายน้ำออกไปได้

  2. แอร์ที่ไม่ได้ล้างทำความสะอาดมามากกว่า 1 ปี การที่เราหมั่นทำความสะอาดแผ่นกรองอากาศ และหน้ากากแอร์ ถือเป็นการรักษาความสะอาดเบื้องต้นเท่านั้น แต่การป้องกันเชื้อราและแบคทีเรียสะสมตามแผงคอยล์เย็น พัดลมโบลเวอร์ และระบบระบายน้ำ ต้องอาศัยช่างแอร์ผู้เชี่ยวชาญมาทำความสะอาดให้เท่านั้น โดยค่าล้างแอร์จะมีราคาเริ่มต้นที่ 600 บาท ในขณะที่ค่าซ่อมแอร์ ค่าเปลี่ยนคอมเพรสเซอร์ อาจมีค่าใช้จ่ายตั้งแต่ 3,000–8,000 บาทเลยทีเดียว ดังนั้นการล้างแอร์อย่างสม่ำเสมอจะช่วยป้องกันไม่ให้แอร์เสื่อมสภาพเร็วได้

หากถึงรอบล้างแอร์ของคุณแล้ว สามารถจองช่างล้างแอร์มืออาชีพกับ gigit ได้เลย! 🚀

About the Author

gigit Content Team

gigit Content Team

ทีมคอนเทนต์ gigit ชวนคุยเรื่องงานและบริการรอบตัว ตั้งแต่งานเล็ก ๆ ที่ช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้น ไปจนถึงโอกาสสร้างรายได้ทั่วไทย ไม่ว่าคุณกำลังหาคนช่วยงาน หรือเป็น gigit ฮีโร่ที่พร้อมลุยงาน เราอยากให้คุณได้ไอเดียดี ๆ กลับไปใช้ได้จริง ☺️